เดินหน้าภาครัฐระบบเปิด "มหาดไทย" ร่วมขับเคลื่อน NAP 2570–2573 เปิดพื้นที่ประชาชนมีส่วนร่วม ยกระดับรัฐโปร่งใส ตอบโจทย์ประชาชน
.
การบริหารงานภาครัฐในยุคปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการทำงานให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงเดินหน้าขับเคลื่อนคณะกรรมการพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด มุ่งสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง โปร่งใส และนำไปสู่การพัฒนาการบริหารราชการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับภาครัฐสู่ “ระบบเปิด” ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสังคม
.
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนางสาวอโรชา นันทมนตรี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านบริหาร ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์
.
โดยสาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการพิจารณา ร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (National Action Plan: NAP) ของประเทศไทย พ.ศ. 2570–2573 ซึ่งรวบรวมโครงการสำคัญจำนวน 15 โครงการ ครอบคลุม 4 ประเด็นนโยบายหลัก ได้แก่ การต่อต้านการทุจริต ความยุติธรรม สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน การเดินหน้าร่างแผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐ จากระบบราชการที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนดนโยบายและประชาชนเป็นผู้รับบริการ ไปสู่ “ภาครัฐระบบเปิด” ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทตั้งแต่การกำหนดปัญหา การออกแบบนโยบาย การดำเนินงาน ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล
.
จาก “รัฐผู้ให้บริการ” สู่ “รัฐที่ร่วมออกแบบกับประชาชน”
หัวใจของ Open Government ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ แต่ครอบคลุมถึงการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นระบบ แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ง่าย เข้าใจกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐ และมีช่องทางที่จะเสนอความคิดเห็นหรือสะท้อนปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือ เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมแล้ว ข้อเสนอเหล่านั้นจะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และสามารถติดตามได้ว่า ภาครัฐได้นำความคิดเห็นไปดำเนินการอย่างไร
.
จึงเป็นการยกระดับจาก “การรับฟังความคิดเห็น” ไปสู่ “การร่วมออกแบบนโยบาย” ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ตรงจุดมากขึ้น “กระทรวงมหาดไทย” กับบทบาทสำคัญในการนำภาครัฐระบบเปิดลงสู่พื้นที่ สำหรับกระทรวงมหาดไทย การเข้ามามีส่วนร่วมในกลไกดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยมีบทบาทเชื่อมโยงการบริหารราชการตั้งแต่ระดับส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ ไปจนถึงระดับท้องถิ่นและชุมชน ในการประชุมครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมเป็น “คณะทำงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน” เพื่อประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน
.
บทบาทดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการทำให้แนวคิด Open Government ไม่หยุดอยู่เพียงระดับนโยบาย แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ ปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพราะปัญหาของประชาชนในแต่ละจังหวัดอาจแตกต่างกัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากร ภัยพิบัติ คุณภาพชีวิต และการเข้าถึงบริการภาครัฐ การเปิดพื้นที่ให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมจึงเป็นกลไกที่จะช่วยให้การออกแบบนโยบายมีความสอดคล้องกับบริบทจริงมากขึ้น
.
15 โครงการ 4 ประเด็น เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ
คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบในหลักการของร่าง NAP และมอบหมายให้คณะทำงานแต่ละด้านร่วมพิจารณารายละเอียดของโครงการ รวมถึงประเด็นสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของแผน ได้แก่ การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย การกำหนดกลไกการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ และการจัดสรรงบประมาณ ขั้นตอนนี้มีความสำคัญ เพราะการปฏิรูประบบราชการไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีกฎหมาย กฎระเบียบ งบประมาณ บุคลากร และกลไกการทำงานที่สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ดังนั้น การจัดทำ NAP จึงควรนำไปสู่การกำหนด “เจ้าภาพที่ชัดเจน เป้าหมายที่วัดผลได้ และกลไกติดตามผลที่ตรวจสอบได้” เพื่อให้แต่ละโครงการสามารถแสดงผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้
.
e-Participation เปิดช่องทางใหม่ให้เสียงประชาชนถึงภาครัฐ
หนึ่งในกลไกที่น่าจับตามอง คือการพัฒนาช่องทางกลาง e-Participation สำหรับรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนของประชาชน แนวคิดนี้สามารถเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับภาครัฐได้อย่างมาก เพราะเทคโนโลยีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นช่องทางรับเรื่อง แต่สามารถพัฒนาไปสู่ระบบที่ประชาชนสามารถ
แจ้งปัญหา → เสนอความคิดเห็น → ติดตามสถานะ → รับทราบผลการดำเนินงาน
หากระบบสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานเจ้าภาพและมีการเปิดเผยความคืบหน้าอย่างเหมาะสม จะช่วยลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับภาครัฐ และเพิ่มความเชื่อมั่นว่าข้อเสนอหรือปัญหาที่ประชาชนสะท้อนออกมาจะได้รับการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ความโปร่งใสต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ การเปิดข้อมูลและเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะเกิดประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อมาพร้อมกับ ความรับผิดชอบของภาครัฐ กล่าวคือ เมื่อภาครัฐเปิดข้อมูลแล้ว ต้องทำให้ข้อมูลมีคุณภาพ เข้าถึงง่าย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ขณะที่เมื่อเปิดให้ประชาชนเสนอความคิดเห็นแล้ว ภาครัฐก็ควรมีระบบตอบกลับและติดตามผล
.
หลักการสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เปิด” แต่ต้องเป็น “เปิดแล้วเกิดผล”
นี่คือความท้าทายสำคัญของ Open Government ในระยะต่อไป เพราะการสร้างระบบราชการที่เปิดกว้างไม่ได้วัดจากจำนวนข้อมูลหรือจำนวนช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่ต้องวัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชนจริง
เชื่อมภาครัฐระบบเปิดกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
.
นอกจากการมีส่วนร่วมและความโปร่งใสแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับ นวัตกรรมการเงินสีเขียวและ Sustainability-Linked Bond (SLB) ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งของการบริหารภาครัฐยุคใหม่ แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าการบริหารภาครัฐระบบเปิดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องการเมืองหรือการบริหารราชการ แต่ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนควรดำเนินควบคู่ไปกับความโปร่งใสและการตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ได้ว่าเงินถูกนำไปใช้กับโครงการใด และสร้างผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมอย่างไรโจทย์ใหญ่ของมหาดไทย คือทำให้ “เสียงจากพื้นที่” กลับเข้าสู่นโยบาย
ในบริบทของกระทรวงมหาดไทย ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอจากประชาชนในระดับพื้นที่สามารถถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐได้อย่างเป็นระบบ
.
การมีส่วนร่วมจะมีความหมายมากขึ้น หากประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล แต่สามารถเห็นได้ว่า ความคิดเห็นของตนเองถูกนำไปใช้ในขั้นตอนใด และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไร กลไกดังกล่าวจะช่วยให้การบริหารราชการมีลักษณะ “Bottom-up” มากขึ้น คือให้ปัญหาและความต้องการจากพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายระดับประเทศ ควบคู่กับการกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านระบบราชการ
.
การขับเคลื่อนร่าง NAP พ.ศ. 2570–2573 จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐไทย โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้รัฐมีความ เปิดกว้าง โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อประชาชน ขณะที่กระทรวงมหาดไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศกับการปฏิบัติในพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านเครือข่ายการบริหารราชการในระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น
.
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ “ภาครัฐระบบเปิด” ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคณะกรรมการหรือจำนวนโครงการในแผน หากแต่อยู่ที่ว่า ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ง่ายขึ้นหรือไม่ มีโอกาสร่วมกำหนดนโยบายมากขึ้นหรือไม่ และปัญหาที่สะท้อนเข้าสู่ระบบได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้นหรือไม่ หากกลไกเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง ภาครัฐระบบเปิดจะไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านการบริหารราชการ แต่จะกลายเป็น รูปแบบการทำงานของรัฐที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างและตรวจสอบการพัฒนาประเทศร่วมกัน อันจะนำไปสู่การบริหารภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน