ผ่าระบบราชการไทย EP.2 | ทำไมระบบราชการไทยถึงช้า? ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ปลดล็อกระบบราชการไทย

ผ่าระบบราชการไทย
EP.2 | ทำไมระบบราชการไทยถึงช้า?
ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ปลดล็อกระบบราชการไทย

เคยไหม…ต้องลางานทั้งวัน เพื่อไปติดต่อราชการเพียงเรื่องเดียว
เอกสารบางอย่างต้องถ่ายสำเนาหลายชุด ทั้งที่ข้อมูลอยู่ในฐานข้อมูลของรัฐแล้ว
ขอใบอนุญาตหนึ่งใบ ต้องติดต่อหลายหน่วยงาน
เรื่องเดียวกันต้องส่งต่อหลายโต๊ะ ผ่านหลายลายเซ็น และบางครั้งต้องกลับไปแก้เอกสารซ้ำแล้วซ้ำอีก
คำถามคือ…
ทำไมเรื่องที่ควรจบได้ในไม่กี่ขั้นตอน จึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือบางครั้งนานเป็นเดือน?
หลายคนอาจมองว่า “ราชการช้า” เพราะเจ้าหน้าที่ทำงานไม่เร็วพอ
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “คน” เพียงอย่างเดียว
แต่อาจอยู่ที่ ระบบที่ออกแบบให้ทุกเรื่องต้องผ่านขั้นตอนจำนวนมาก

เมื่อ “ทำตามขั้นตอน” สำคัญกว่า “ทำให้สำเร็จ”
การมีกฎระเบียบไม่ใช่เรื่องผิด
เพราะกฎมีไว้เพื่อสร้างมาตรฐาน ป้องกันความผิดพลาด และทำให้การทำงานตรวจสอบได้
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ ขั้นตอนกลายเป็นเป้าหมาย มากกว่าจะเป็นเครื่องมือ
เมื่อเจ้าหน้าที่ต้องให้ความสำคัญกับการทำเอกสารให้ครบ การส่งเรื่องให้ถูกลำดับ และการได้รับลายเซ็นครบทุกจุด
มากกว่าการถามว่า
“ประชาชนได้รับบริการเรียบร้อยแล้วหรือยัง?”
ระบบก็จะเริ่มให้ความสำคัญกับ “ความถูกต้องของกระบวนการ” มากกว่าผลลัพธ์ที่ประชาชนต้องการ
เรื่องหนึ่งจึงอาจไม่ได้ช้าเพราะไม่มีใครทำงาน
แต่ช้าเพราะ ทุกคนกำลังทำงานตามขั้นตอนของตัวเอง

เวลาของประชาชน…กลายเป็นต้นทุนของระบบ
ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นแต่ละขั้นอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก
สำเนาเอกสารอีกหนึ่งชุด
ลายเซ็นอีกหนึ่งจุด
การเดินทางไปอีกหนึ่งหน่วยงาน
การรอผลตรวจสอบอีกหนึ่งรอบ
แต่เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้นทุนกลับมีขนาดใหญ่กว่าที่คิด
ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ระบุว่า กฎระเบียบภาครัฐที่ล้าสมัยและไม่จำเป็น สร้างภาระต้นทุนแก่ภาคธุรกิจและประชาชนประมาณ 1.3 แสนล้านบาทต่อปี
ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงเงินที่รัฐต้องจ่ายโดยตรงเท่านั้น
แต่รวมถึงเวลาของประชาชน การเดินทาง การจัดเตรียมเอกสาร การรอคอย ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจที่หายไป
สำหรับคนทำงาน การลางานหนึ่งวันอาจหมายถึงรายได้ที่หายไปหนึ่งวัน
สำหรับผู้ประกอบการ การรอใบอนุญาตนานขึ้น อาจหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
และสำหรับประเทศ การที่ธุรกิจต้องใช้เวลามากเกินไปกับกระบวนการของรัฐ ย่อมเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขัน

แล้วทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่ตัดขั้นตอน?
คำตอบส่วนหนึ่งอาจอยู่ที่วัฒนธรรมการทำงานแบบ “ไม่ผิดไว้ก่อน”
ในระบบที่ความผิดพลาดอาจนำไปสู่การตรวจสอบหรือความรับผิด การทำตามระเบียบทุกตัวอักษรจึงกลายเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย
หากกฎหมายไม่ชัดเจน → ขอเอกสารเพิ่ม
หากไม่แน่ใจ → ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา
หากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน → แต่ละหน่วยงานขอตรวจสอบในส่วนของตัวเอง
ทุกอย่างดูเหมือนเป็นการทำงานอย่างรอบคอบ
แต่เมื่อขั้นตอนเหล่านี้ถูกนำมาต่อกัน ระบบก็จะช้าลงโดยอัตโนมัติ
จากหนึ่งลายเซ็น กลายเป็นหลายลายเซ็น
จากหนึ่งหน่วยงาน กลายเป็นหลายหน่วยงาน
จากการตัดสินใจระดับหน้างาน กลายเป็นเรื่องที่ต้องส่งขึ้นไปหลายระดับ
จนเกิดคำถามว่า
คนที่อยู่ใกล้ปัญหาที่สุด ทำไมจึงอาจเป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจน้อยที่สุด?

“กับดักลายเซ็น” ปัญหาที่ไม่ได้แก้ด้วยการทำงานให้เร็วขึ้น
โครงสร้างแบบลำดับชั้นมีข้อดี เพราะช่วยกำหนดความรับผิดชอบและสร้างระบบตรวจสอบ
แต่ถ้ามีหลายชั้นมากเกินไป การตรวจสอบก็อาจกลายเป็นคอขวด
เรื่องหนึ่งอาจต้องผ่านเจ้าหน้าที่ หัวหน้า ผู้อำนวยการ และผู้บริหารตามลำดับ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่
“ใครต้องเซ็น?”
แต่ควรถามว่า
“ทุกคนที่ต้องเซ็น จำเป็นต้องมีส่วนในการตัดสินใจจริงหรือไม่?”
หากไม่จำเป็น การลดขั้นตอนอาจทำได้โดยไม่ต้องลดการตรวจสอบ
เพียงเปลี่ยนจากการ ตรวจทุกขั้นตอน
ไปสู่การ กำกับผลลัพธ์และความรับผิดชอบ

ปฏิรูปด้วยเครื่องมือใหม่ แต่ทำไมงานเอกสารอาจเพิ่มขึ้น?

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามปรับระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ New Public Management หรือ NPM
แนวคิดนี้ต้องการให้ภาครัฐมุ่งเน้นผลลัพธ์ ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความพึงพอใจของประชาชน
จึงเกิดการนำเครื่องมือบริหารสมัยใหม่เข้ามาใช้ เช่น Strategic Management, Balanced Scorecard และ PMQA
เป้าหมายคือทำให้หน่วยงานรัฐมีการวางแผน มีตัวชี้วัด และสามารถประเมินผลได้ชัดเจนขึ้น
แต่คำถามคือ…
ถ้าระบบเดิมยังอยู่ แล้วเพิ่มระบบประเมินและแบบฟอร์มใหม่เข้าไปอีก จะเกิดอะไรขึ้น?
คำตอบที่เป็นไปได้คือ
เจ้าหน้าที่อาจต้องทำงานเดิม
และต้องทำเอกสารเพื่อพิสูจน์ว่าได้ทำงานนั้นแล้วอีกชั้นหนึ่ง
นักวิชาการรัฐประศาสนศาสตร์ไทย Bidhya Bowornwathana เคยวิพากษ์ว่า เครื่องมือการจัดการจากภาคเอกชนบางประเภทอาจไม่เหมาะกับบริบทของภาครัฐ และอาจเพิ่มภาระให้ข้าราชการระดับปฏิบัติการ
บทเรียนจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า
“เราจะเพิ่มเครื่องมืออะไร?”
แต่อาจต้องถามว่า
“มีเครื่องมือหรือขั้นตอนอะไรที่เราควรเลิกใช้?”

ทำไมระบบราชการไทยจึงเปลี่ยนยาก?

การปฏิรูประบบราชการไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย
ในประวัติศาสตร์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งสำคัญหลายช่วง โดยเฉพาะการจัดระบบจตุสดมภ์ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2435
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ การเปลี่ยนแปลงจำนวนมากเป็นการปรับหน่วยงาน ปรับภารกิจ และเพิ่มโครงสร้างใหม่ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละยุค
ปัญหาคือ…
ภารกิจใหม่เพิ่มขึ้น แต่ภารกิจเดิมไม่ได้หายไป
หน่วยงานใหม่ถูกสร้างขึ้น แต่หน่วยงานเดิมยังคงอยู่
กฎใหม่ถูกออกมา แต่กฎเก่าบางส่วนไม่ได้ถูกยกเลิก
ระบบจึงค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น และเคลื่อนตัวได้ยากขึ้น
ลองนึกภาพบ้านหลังหนึ่ง
เมื่อสมาชิกเพิ่มขึ้น เราก็ต่อห้องใหม่
แต่ถ้าไม่เคยรื้อห้องที่ไม่ได้ใช้งานเลย
วันหนึ่งบ้านอาจใหญ่ขึ้นมาก แต่กลับเดินจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งได้ยากกว่าเดิม
ระบบราชการก็เช่นกัน

ปัญหาใหญ่ 3 ชั้น
เมื่อโครงสร้างสะสมมานาน ปัญหาจึงไม่ได้มีแค่ “ทำงานช้า”
แต่เชื่อมโยงกันอย่างน้อย 3 เรื่อง1. ลำดับชั้นมาก
เรื่องจำนวนหนึ่งต้องผ่านผู้บังคับบัญชาหลายระดับ ทำให้การตัดสินใจใช้เวลานาน
2. ภารกิจทับซ้อน
หลายหน่วยงานอาจรับผิดชอบเรื่องใกล้เคียงกัน จนเกิดทั้งการทำงานซ้ำซ้อน และการผลักภารกิจให้หน่วยงานอื่น
3. อำนาจตัดสินใจอยู่ไกลจากพื้นที่
คนในพื้นที่เห็นปัญหาเร็วที่สุด แต่บางครั้งกลับไม่มีอำนาจหรือทรัพยากรเพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ทันที
ทั้งหมดจึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า
เราจะทำให้ระบบราชการ “เรียบง่ายขึ้น ตัดสินใจเร็วขึ้น และใกล้ประชาชนมากขึ้น” ได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ระบบตรวจสอบอ่อนแอลง?

ทางออกอาจไม่ใช่ “เพิ่ม” แต่คือ “ตัด”
การปฏิรูประบบราชการอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างหน่วยงานใหม่ หรือออกระเบียบใหม่เสมอไป
บางครั้งสิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ
“ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก”


1. ทบทวนกฎหมายและกฎระเบียบ
แนวคิด Regulatory Guillotine คือการนำกฎหมาย กฎ ระเบียบ และใบอนุญาตจำนวนมากกลับมาทบทวนว่าอะไรยังจำเป็น อะไรควรแก้ไข และอะไรควรยกเลิก
หลักคิดง่าย ๆ
ไม่จำเป็น — ยกเลิก
ซ้ำซ้อน — รวม
ล้าสมัย — ปรับปรุง
ประเทศไทยมีความพยายามทบทวนกฎระเบียบและใบอนุญาตจำนวนมาก โดยมี TDRI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาท
หนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพูดถึงคือการลดขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้สะดวกขึ้น

2. รัฐดิจิทัลต้องมากกว่า “แบบฟอร์มออนไลน์”
การเปลี่ยนกระดาษเป็น PDF ไม่ได้แปลว่ารัฐเปลี่ยนเป็นดิจิทัลแล้ว
ถ้าประชาชนยังต้องดาวน์โหลดแบบฟอร์ม กรอกข้อมูล พิมพ์ เซ็น สแกน และส่งกลับเข้าไปในระบบ
นั่นอาจเป็นเพียงการเปลี่ยน “รูปแบบเอกสาร”
แต่ไม่ได้เปลี่ยน “กระบวนการทำงาน”
รัฐบาลดิจิทัลควรไปไกลกว่านั้น
ตั้งแต่การยืนยันตัวตน
การยื่นคำขอ
การตรวจสอบข้อมูล
การพิจารณา
การชำระเงิน
จนถึงการรับบริการ
ทั้งหมดควรเชื่อมต่อกันให้มากที่สุด
และที่สำคัญ…
รัฐควรใช้ข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้ว
หากข้อมูลประชาชนอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐและสามารถตรวจสอบได้
ทำไมประชาชนจึงต้องเดินทางไปขอเอกสารจากหน่วยงานหนึ่ง เพื่อนำไปยื่นให้อีกหน่วยงานหนึ่งซ้ำอีก?
หลักคิดจึงควรเปลี่ยนจาก
“ประชาชนนำข้อมูลมาให้รัฐ”
เป็น
“รัฐใช้ข้อมูลที่มี เพื่อให้บริการประชาชน”

3. ตัดสินใจให้ใกล้ประชาชนมากขึ้น
หากทุกเรื่องต้องส่งเข้าส่วนกลาง ระบบก็ย่อมใช้เวลานาน
เรื่องใดที่สามารถตัดสินใจได้ในระดับพื้นที่ ก็ควรให้พื้นที่มีอำนาจเพียงพอ
เรื่องใดที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการสามารถดำเนินการได้ ก็ควรลดการส่งต่อขึ้นไปหลายระดับ
เป้าหมายไม่ใช่การยกเลิกการควบคุม
แต่คือการเปลี่ยนจาก
“ควบคุมทุกขั้นตอน”
ไปสู่
“กำกับผลลัพธ์และตรวจสอบความรับผิดชอบ”

จากรัฐที่ “ควบคุม” สู่รัฐที่ “อำนวยความสะดวก”

ท้ายที่สุด ปัญหาของระบบราชการไทยอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนเจ้าหน้าที่หรือจำนวนหน่วยงานเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่คำถามว่า
“เรากำลังออกแบบระบบราชการเพื่อใคร?”
ถ้าระบบถูกออกแบบเพื่อให้ทุกขั้นตอนถูกต้องที่สุด ประชาชนก็อาจต้องแบกรับต้นทุนของกระบวนการเหล่านั้น
แต่ถ้าระบบเริ่มต้นจากความต้องการของประชาชน คำถามจะเปลี่ยนไป
ขั้นตอนนี้จำเป็นหรือไม่?
ข้อมูลนี้รัฐมีอยู่แล้วหรือไม่?
ประชาชนจำเป็นต้องเดินทางมาที่หน่วยงานหรือไม่?
เรื่องนี้ต้องผ่านกี่ระดับ?
ใครควรมีอำนาจตัดสินใจ?
และสุดท้าย…
ประชาชนได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการหรือยัง?
นี่คือการเปลี่ยนจากรัฐที่เป็น “ผู้ควบคุม”
ไปสู่รัฐที่เป็น “ผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก”

ถึงเวลาหรือยังที่จะ “ตัด” สิ่งที่ไม่จำเป็น?
ระบบราชการที่ดีไม่ได้หมายถึงระบบที่ไม่มีระเบียบ

แต่คือระบบที่ มีกฎเท่าที่จำเป็น มีขั้นตอนเท่าที่จำเป็น และใช้เทคโนโลยีเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระของระบบ
เพราะในโลกที่ธุรกิจสามารถทำธุรกรรมข้ามประเทศได้ภายในไม่กี่วินาที
การที่ประชาชนยังต้องเสียเวลาหลายวันเพื่อยื่นเอกสารที่รัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “ความสะดวก”
แต่มันคือคำถามเรื่อง
“ขีดความสามารถของประเทศ”
การปฏิรูประบบราชการจึงอาจไม่ใช่การสร้างอะไรเพิ่ม
แต่อาจเริ่มจากการกล้าถามว่า
กฎข้อไหนไม่จำเป็น?
ขั้นตอนไหนไม่จำเป็น?
งานไหนซ้ำซ้อน?
อำนาจไหนควรอยู่ใกล้ประชาชนมากขึ้น?
เพราะบางครั้ง การทำให้ระบบราชการเร็วขึ้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำงานเร็วกว่าเดิม
แต่อาจหมายถึงการ
“หยุดทำสิ่งที่ไม่จำเป็น”
และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนระบบราชการ จาก
“ระบบที่ประชาชนต้องเดินตาม”
ไปสู่
“ระบบที่รัฐออกแบบมาเพื่อเดินไปพร้อมกับประชาชน”

แล้วที่ผ่านมา…ประเทศไทยปฏิรูประบบราชการไปถึงไหนแล้ว?

เรารู้แล้วว่า ทำไมระบบราชการจึงเปลี่ยนช้า
แต่คำถามต่อไปคือ…
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยปฏิรูประบบราชการไปแล้วแค่ไหน?
อะไรเปลี่ยนไปจริง
อะไรยังเหมือนเดิม
และเหตุใดบางปัญหาจึงยังวนกลับมาให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก?

ติดตามตอนต่อไป…

https://thailand.go.th/issue-focus-detail/-ep3---5--?hl=en

Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 192,891,324